บ้านเด็กเล็กยุคใหม่ อบอุ่น ปลอดภัย เรียนรู้สนุก ปลูกฝังคุณธรรม โทร 0-3223-3787,08-1870-8817
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553
นิทานกับการพัฒนาไอคิวและอีคิวลูกรักวัย 0-5 ปี
นิทาน คือ โลกของภาษาและจินตนาการที่มีความหมายและความสำคัญต่อพัฒนาการรอบด้านของเด็กๆ โดยเฉพาะด้านสติปัญญา อารมณ์และจิตใจ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างอัลเบิร์ตไอสไตน์ ยังกล่าวว่า ถ้าอยากให้เด็กๆฉลาดพ่อแม่ต้องเล่านิทานให้ลูกฟัง
จากการสังเกตเด็กๆ ที่ เนอสเซอรี่บ้านแม่พระอุปถัมภ์ ครูเอ พบความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็คือ ทุกวันเด็กๆจะรอคอยเวลาฟังนิทาน เพราะถ้าเห็นครูหยิบหนังสือเมื่อไร เด็กๆก็จะเดินตามมานั่งใกล้ๆเพื่อฟังนิทาน เรื่องราวต่างๆที่ครูจะเล่าประกอบกับการดูภาพ เด็กๆจะฟังนิทานด้วยความตั้งใจ สนใจมีสีหน้าท่าทางที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึก ตื่นเต้น สนุกสนาน คล้อยตามเรื่องที่ได้ฟังอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหนังสือนิทานที่มีเนื้อหาถูกใจ มีภาพสีสันสวยงามประกอบ เด็กๆจะเรียกร้องขอให้ครูเล่าให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก
ในแต่ละวันถ้าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสได้พูดคุยกับลูกรัก เล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ฟังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยส่งเสริมทักษะทางภาษาของลูกรัก ช่วยเสริมสร้างสมาธิในการฟังการดู การสังเกตจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณธรรมจริยธรรมซึ่งเป็นคุณลักษณะและทักษะสำคัญของการเรียนรู้ รวมทั้งส่งผลต่อพัฒนาการทั้ง 4 ด้านได้เป็นอย่างดี ในอนาคตลูกรักจะนำคำและข้อมูลภาพต่างๆที่สะสมไว้จากการเรียนรู้ การดูและการฟังมาใช้ในการพูด เล่าเรื่อง พัฒนาไปสู่การอ่านและการเขียนได้อย่างดีมากๆทีเดียว
ครูเอ มีเคล็ด(ไม่) ลับสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการเล่านิทานให้ลูกรักฟังด้วยค่ะ
& ใช้น้ำเสียง สูง ต่ำ สีหน้า ท่าทาง แสดงให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ อารมณ์หรือลักษณะของ
ตัวละคร
& การสบตากับลูกรักเพื่อเรียกร้องความสนใจ การมีส่วนร่วมกับลูกรักในขณะเล่านิทาน
& เปิดโอกาสให้ลูกรักได้ซักถามหรือตอบคำถาม กระตุ้นให้ได้ตอบได้มีส่วนร่วมในการเล่านิทาน
& ให้แรงเสริมเมื่อลูกรักมีส่วนร่วมในการเล่านิทานอย่างสนุกสนาน เช่น คำชมเชย ปรบมือ
& ใช้คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัว เพื่อฝึกทักษะกระบวนการคิด การแก้ปัญหาหรือเป็น
การทบทวนความจำ และสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้
& ถ้ามีเพลงหรือคำคล้องจองประกอบด้วยก็จะดีมากค่ะ เพราะการทำท่าประกอบ การเคาะ การ
เคลื่อนไหวไปพร้อมกับการฟังก็เป็นสิ่งที่ลูกรักในวัยนี้ชอบมากๆเหมือนกัน
& ใช้เวลาในการเล่าที่เหมาะสมกับความสนใจของลูกรักไม่น้อยหรือนานเกินไป ประมาณ 15-20
นาที
วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กิจกรรมศิลปะ...สำคัญกับลูกน้อยอย่างไร
คุณพ่อคุณแม่หรือท่านผู้ปกครองทราบไหมคะว่า กิจกรรมศิลปะสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สร้างจินตนาการและช่วยให้เด็กมีลักษณะอ่อนโยน
เด็กวัย 2 – 4 ปี เป็นวัยแห่งการขีดเขี่ย โดยเริ่มจากการขีดเขี่ยแบบไม่มีทิศทาง ไร้การควบคุมแต่ถ้าเด็กได้ทำซ้ำบ่อยๆก็จะสามารถควบคุมกล้ามเนื้อมือได้และถ่ายทอดความรู้สึกภายในออกมา การให้เด็กได้จับสีและดินสอทันทีที่เด็กใช้นิ้วทั้ง 5 ได้ เด็กๆจะสามารถเขียนหนังสือและใช้มือทำงานต่างๆได้อย่างคล่องแคล่วกว่าเด็กที่เริ่มจับดินสอเมื่อเข้าเรียนอนุบาลนะคะ
การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น สีเทียน สีน้ำ ดินน้ำมัน กระดาษ ลูกแก้ว กาว ฯลฯ จะกระตุ้นการเรียนรู้ด้านศิลปะ เรียนรู้ความเหมือนความแตกต่างของวัสดุและสีสันต่างๆได้เป็นอย่างดีค่ะ
การจัดกิจกรรมให้เด็กสนุกสนานกับการทำกิจกรรมศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การพับ การฉีก การตัดปะกระดาษและงานประดิษฐ์เศษวัสดุ ฯลฯ เด็กจะรู้จักการสร้างสรรค์และดัดแปลงชิ้นงานของตนเอง ฝึกการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ฝึกสมาธิ รู้จักการปรับตัว การแบ่งปันและการรอคอยในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความรับผิดชอบด้วยนะคะ
ในการทำงานศิลปะครูหรือคุณพ่อคุณแม่อาจจะคอยให้ความช่วยเหลือบ้างเป็นบางครั้ง แต่การทำงานศิลปะแต่ละครั้งควรจะทำข้อตกลงกันก่อน เช่น ไม่เขียนข้างฝา ไม่เอาสี /ลูกแก้ว ใส่ปาก ทำเสร็จแล้วต้องเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อยอย่างนี้ก็จะเป็นการฝึกและปลูกฝังให้ลูกมีวินัยในตนเองด้วยนะคะ
ที่สำคัญคือในการทำงานศิลปะแต่ละครั้งควรอยู่ในความดูแลของครู / คุณพ่อคุณแม่อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดจากการทำกิจกรรมค่ะ
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ข้อสรุปที่สำคัญเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย
ข้อสรุปที่สำคัญ (ความรู้จากอินเตอร์เน็ต)
- การเล่นของเด็กปฐมวัย
· การเล่นสามารถทำให้เด็กใช้สัญลักษณ์แทนความรู้สึกต่อโลกของเขาในรูปแบบที่หลากหลาย
· การเล่นส่งเสริมการคิดให้รู้จักคิดยืดหยุ่น และคิดสร้างสรรค์
· การเล่นช่วยให้เด็กสร้างความรู้จากเรื่องราวต่างๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ในชีวิต
· การเล่นสนับสนุนความสามารถทางภาษาและสังคม
· การเล่นช่วยให้เด็กมีปฏิบัติการได้เหนือระดับปกติ เพราะไม่มีกรอบแห่งความเป็นจริงมาบังคับกระบวนการการเรียนรู้ เด็กสามารถจะนำความรู้ทั้งหมดมาจินตนาการเพิ่มเติม ตัดต่อจนเป็นความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ และแสดงออกมาในการเล่นได้
· ขณะเล่น สมองเรียนรู้โดยใช้อารมณ์อันพึงพอใจเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนั้น การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในสมองผ่านการเล่น จึงเป็นการรู้ที่มีประสิทธิภาพสูง เป็นวงจรที่มีพลัง
กระบวนการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
· เด็กปฐมวัยเรียนรู้จากสัมพันธภาพของเขากับครอบครัว ถัดไปคือ เพื่อนบ้าน โรงเรียน และสังคม
· เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และด้วยกระบวนการอันซับซ้อน
· เด็กปฐมวัยเรียนรู้จากความรู้สึกผูกพันแบบตัวต่อตัวก่อน แล้วเคลื่อนไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันภายหลัง
· การเรียนรู้ถูกกระตุ้นโดยความอยากรู้อยากเห็น จินตนาการ และการสร้างสรรค์
· การเรียนรู้มาจากสถานการณ์ที่เป็นจริง ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้เริ่มต้นจากนามธรรม คำศัพท์ หรือนิยาม
· ผลจากการเรียนรู้ของสมอง เด็กแต่ละคนปรากฏตัวออกมาไม่เหมือนกัน แล้วแต่ความสนใจว่าเด็กจะแสดงความรู้ออกมาผ่านพฤติกรรมแบบไหน
· เด็กเรียนรู้ผ่านกิจกรรมทางร่างกาย และพัฒนาสมรรถภาพได้หลากหลาย ซับซ้อน
· เด็กชอบที่จะเรียนรู้จากการทำซ้ำๆ และเพลิดเพลินจากการทำซ้ำๆ ขณะเดียวกันสมองจะจัดการรวบรวมทักษะต่างๆ เข้าด้วยกัน กลายเป็นองค์รวมแห่งพัฒนาการ
· เด็กสืบค้นและสำรวจสิ่งรอบตัวของเขาผ่านการเล่น ด้วยเหตุนี้สภาพแวดล้อมจึงมีบทบาทสำคัญ
2. พัฒนาการแห่งการเรียนรู้
· การวางเป้าหมายของหลักสูตรเกิดจากหลักการต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้นเป็นพื้นฐาน ถัดไปคือโลกและสังคมแห่งการเรียนรู้อันจำเป็นที่ต้องถักทอขึ้นมา เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ประจำวันสำหรับเด็กปฐมวัย โดยแยกออกเป็นพัฒนาการด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
· พัฒนาการทางร่างกายและการเคลื่อนไหว
· พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจ
· พัฒนาการด้านการคิด
· พัฒนาการด้านศิลปะและการสร้างสรรค์
· พัฒนาการด้านภาษา
3. เป้าหมายแห่งพัฒนาการ
· ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง มีสุขนิสัยที่ดี
· พัฒนาการกล้ามเนื้อใหญ่และเล็กแข็งแรงดี ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
· พัฒนาการทางอารมณ์เหมาะกับวัย มีสุขภาพจิตดี รู้เหมาะรู้ควรตามวัย
· มีความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ใช้ภาษาแม่ได้อย่างดี และเริ่มใช้ภาษาอังกฤษในการฟัง พูดอ่าน เขียนได้อย่างง่ายๆ ได้
· มีสุนทรียภาพ ชื่นชมต่อศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว และการออกกำลังกาย
· ช่วยเหลือตนเองได้ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
· มีความใส่ใจในธรรมชาติ รู้จักใช้ความคิดและมีนิสัยใฝ่หาคำตอบ
· รู้จักและดำเนินชีวิตอย่างมีวัฒนธรรมเหมาะสมกับวัย
· มีพัฒนาการด้านการคิด ใช้เหตุผล แก้ปัญหาได้ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มีคุณธรรม และจิตใจดีงาม
· มีความกระหายใคร่รู้ รักการเรียนรู้
วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2551
ระบบป้องกัน...อบรมเด็กแบบนักบุญยอห์น บอสโก
ใช้เหตุผล.....พัฒนาสติปัญญา
ใช้ศาสนา.....พัฒนาจิตใจ
ใช้ความรักเมตตา.....พัฒนาสุนทรียภาพด้านอารมณ์ให้เป็นคนที่สมบูรณ์
(ที่มา:คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ พฤศจิกายน 2549)
ระบบการอบรมเด็กของดอนบอสโก
ระบบการอบรมเด็กมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่ระบบที่คุณพ่อบอสโกได้เลือกมาใช้นั้นเป็นระบบสุภาษิตที่ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้"
กล่าวคือป้องกันไม่ให้เด็กมีโอกาสทำผิด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลงโทษเมื่อเด็กได้กระทำผิด และอบรมให้เด็กทำหน้าที่ต่างๆโดยสมัครใจเอง
ทฤษฎีที่สอนว่า เราควรปล่อยให้เด็กได้มีโอกาสอยู่ในความไม่ดีเพื่อเขาจะได้ฝึกหัดตัว ในการต่อสู้กับความชั่วทั้งหลายนั้น
เป็นทฤษฎีที่ใช้ไม่ได้ในการอบรมเด็กและเยาวชน เพราะความชั่วช้าต่างๆ ฝังรากลึกอยู่ในใจของเด็กอยู่แล้ว ทั้งกำลังใจของเขายังอ่อนแอ ไม่ช้าก็เร็วเด็กจะต้องยอมแพ้แก่การยั่วยวนของความชั่วเป็นแน่แท้
พ่อแม่จำนวนมากที่ปล่อยบุตรของตนให้เป็นอิสระเกินควร เช่น ปล่อยเขาให้คบเพื่อนำไม่เลือกหน้า ไปเที่ยวกลางคืน ไปดูภาพยนต์หรือการแสดงที่ไม่ดี อ่านหนังสือประเภทลามก อนาจาร ฯลฯ ในที่สุดตัวพ่อแม่ของเด็กเองที่จะได้รับความทุกข์จากบุตรเป็นสิ่งตอบแทน
คุณพ่อบอสโกได้ปรับปรุงสถานที่อยู่ของเด็ก ให้เป็นเสมือนหนึ่งครอบครัว พวกเด็กๆต่างได้รับการดูแลเอาใจใส่ ความอบอุ่นและความรักจากคุณพ่อบอสโก เหมือนดังว่าเขาได้อยู่กับบิดามารดาของเขาเอง ผู้ใหญ่ทุกคนใกล้ชิดอยู่กับพวกเด็กๆ และดำเนินชีวิตอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา โดยผู้ใหญ่ต่างก็สนใจในสิ่งที่เด็กชอบเพื่อเอาใจพวกเขา และโน้มน้าวให้ทำสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เขาทำ
อธิการของโรงเรียนทำตนเป็นบิดามากกว่าที่จะทำตนเป็นอธิการ ส่วนผู้ใหญ่รองลงมาก็เป็นเสมือนพี่ๆของเด็ก ส่วนนักเรียนก็เปรียบเสมือนน้องๆ ความรักและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งเชื่อมประสานให้คนในครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเป็นฉันใด ความไว้เนื้อเชื่อใจชนิดเดียวนี้เอง ก็เกี่ยวโยงผู้ใหญ่กับเด็กให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันฉันนั้น
ระบบการอบรมเด็กของคุณพ่อบอสโก ยึดหลักความรัก ศาสนาและเหตุผล เป็นที่ตั้งความรักต่อเด็กต้องเป็นเอกลักษณ์ของคณะนักบวชซาเลเซียนผู้อบรมเด็กต้องจำไว้เสมอว่า ตนเป็นผู้แทนบิดามารดาของเขา ดังนั้นจะต้องรักเด็กให้เหมือนที่บิดามารดารักเขา
ในการลงโทษเด็กเมื่อเขาทำผิด คุณพ่อบอสโกให้ผู้ใหญ่ถือหลักดังต่อไปนี้
ให้ลงโทษด้วยความยุติธรรม อย่าลงโทษหนักเพราะความผิดอันเล็กน้อย
การลงโทษอย่าให้เป็นการแก้แค้น และอย่าลงโทษเมื่อตัวเองกำลังสับสนวุ่นวาย หรือเมื่อเด็กกำลังโมโห
การงดแสดงความรัก ก็จะเป็นโทษพอที่จะทำให้เด็กรู้สึกตัวและมีมานะขึ้น ทั้งไม่ทำให้เด็กรู้สึกน้อยใจด้วย
สำหรับเด็กๆอะไรที่ใช้ให้เป็นโทษก็นับว่าเป็นโทษ เคยปรากฏว่า การมองอันไม่อ่อนโยนต่อเด็กบางคนได้ผลมากกว่าการตบตี การชมเชยเมื่อเขาได้ทำความดีและการติเตียนเมื่อเขาทำความผิด ก็เป็นรางวัลและเป็นการลงโทษเพียงพออยู่แล้ว
การเฆี่ยนตีไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ การให้คุกเข่าในท่าลำบาก การดึงหู และการลงโทษอื่นๆ ทั้งหมดนี้จะต้องงดเว้นอย่างเด็ดขาด เพราะว่ามันจะทำให้เด็กเจ็บใจมาก ทั้งเป็นที่อัปยศอดสูแก่ตัวผู้อบรมด้วย
หากว่าผู้ใหญ่ปฏิบัติตามระบบนี้แล้ว เชื่อได้ว่าเขาจะได้รับผลอันดีงามโดยไม่ต้องใช้ไม้เรียว หรือการลงโทษรุนแรงกับเด็กเลย โดยท่านอาศัยความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้าท่านก็ได้ผลดีเสมอมา

