วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เมื่อลูกหัดเดิน...แล้วอย่างไร?
            
     สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน เมื่อถึงเวลาที่ลูกน้อยจะต้องหัดเดินแล้ว คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจจะเกิดความกังวล เป็นห่วง กลัวว่าลูกน้อยจะได้รับบาดเจ็บ ได้รับอันตรายจากการหัดเดิน จึงต้องคอยอุ้ม คอยจูง คอยปกป้องกันสุดฤทธิ์ จนลูกรักแทบจะไม่ได้ฝึกเดินเลย
     การกลัวหรือออกอาการปกป้องลูกมากเกินไป  อาจส่งผลให้พัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อ) และความสามารถของลูกน้อยไม่เป็นไปตามวัย
           
               และอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อลูกน้อยหัดยืนได้แล้ว แต่ยังไม่กล้าที่จะก้าวหรือเดินไปข้างหน้าเพราะกลัวล้ม กลัวเจ็บ ขาดความมั่นใจและที่สำคัญ คือ ขาดกำลังใจที่ดีจากบุคคลใกล้ชิด แต่ไม่เป็นไรค่ะ ครูเอมีวิธีเกี่ยวกับการหัดเดินให้ลูกน้อยมาฝากกันดังนี้นะคะ 
   
             ใช้ผ้าสอดใต้รักแร้  โอบแผ่นอก แล้วรวบมัดไว้ด้านหน้า เมื่อลูกน้อยยืนและก้าวไปข้างหน้า คุณพ่อหรือคุณแม่ต้องถือผ้าไว้ให้แน่น วิธีนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกน้อย แต่อย่าให้หลุดจากมือนะคะ เพราะถ้าผ้าหลุดจากมืออาจจะทำให้ลูกน้อยหกล้ม ได้รับบาดเจ็บและเข็ดหรือเกิดความกลัวจนไม่กล้าเดิน
        
     ใช้อุปกรณ์ในบ้านช่วยฝึก  เพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินในการเดิน และเปลี่ยนจากเรื่องที่ยากให้เป็นเรื่องที่ง่าย  เมื่อลูกน้อยเล่นเพลินๆ และลุกขึ้นเกาะ/จับสิ่งของที่เลื่อนไปมาได้ เช่น เก้าอี้ที่มีพนักพิง กล่อง/ลัง(แข็งแรง)  ในขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ ก็ลากสิ่งของนั้นๆเลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ลูกน้อยก็จะจับแน่นขึ้นและก้าวเท้าเดินตามอย่างง่ายดายเพราะคิดว่ากำลังเล่นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ

        จับมือลูกน้อย  วิธีนี้ให้คุณพ่อคุณแม่จับมือลูกน้อยไว้แล้วพาเดินไปช้าๆ ชวนคุย ชวนเล่น ชี้ให้ดูสิ่งต่างๆรอบตัว เพื่อให้สนุกสนานลืมเรื่องการฝึกเดิน
 
           ให้โผเข้าหาคุณพ่อคุณแม่  กลยุทธ์นี้ให้คุณพ่อคุณแม่หรือบุคคลใกล้ชิดนั่งหันหน้าเข้าหากัน นั่งห่างกันประมาณ   2-3 ก้าวในการเดินของลูกน้อย แล้วผลัดกันเรียกให้ลูกน้อยเดินเข้าไปหา แล้วยื่นมือไปรับ เพื่อสร้างความมั่นใจในการก้าวเดินของลูกน้อย แต่ในขณะที่ลูกน้อยกำลังก้าวเดินนั้นไม่ต้องให้มือถูกตัวหรือประคองไว้นะคะ  แล้วลูกน้อยจะรู้สึกสนุกในการโผเข้าหาคนนั้นทีคนนี้ทีคะ
             
   ลองเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายๆวิธีผสมผสานกันไปก็ย่อมได้นะคะ เพื่อเพิ่มประสบการณ์และความสนุกสนานของลูกน้อยในการฝึกเดิน และคนในครอบครัวค่ะ

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

กลเม็ดสอนลูกกินผัก

                             


แม่จ๋า...หนูไม่อยากกินผัก


เด็กส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบทานผัก เวลารับประทานอาหารถ้าเห็นผักต้องรีบเขี่ยทิ้งทันที ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะพยายามอธิบายเกี่ยวกับประโยชน์ของการรับประทานผัก  หรือหลอกล่อต่างๆนาๆ ลูกรักก็ยังไม่ยอมรับประทานผักง่ายๆ  คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายลองนำวิธีการฝึกให้ลูกรักรับประทานผักไปใช้ดูนะคะ
        
            1. ยกตัวอย่างการ์ตูน/บุคคลต่างๆ โดยเลือกเรื่องที่เด็กๆรู้จัก เช่น การ์ตูนเรื่องป๊อปอาย  พอป๊อปอายกินผักเมื่อไรจะมีพลัง แข็งแรง สามารถปกป้องตนเองจากอันตรายต่างๆได้ หรือบุคคลอื่นๆที่ลูกรักรู้จัก เช่น  รับประทานผักแล้วจะแข็งแรงเหมือนนักกีฬา ,ผิวสวยเหมือนนางสาวไทย ,จะได้มีแรงเตะฟุตบอล   ฯลฯ  
            
     2.ให้ลูกรักคลุกคลีอยู่กับผักเสมอๆ โดยเฉพาะในช่วงกำลังซน กำลังเริ่มคลาน ชอบหยิบจับของไปเรื่อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนของเล่นที่ลูกรักชอบหยิบ/ถือเล่น เป็นผักแทนเพราะบางครั้งเมื่อลูกรักเล่นของเล่นก็อาจจะเอาใส่ปาก ได้กัด ได้เคี้ยว จะทำให้ลูกรักได้รับรู้เกี่ยวกับรสชาติ  ได้คุ้นเคยและชอบ เพราะรู้ว่าผักสามารถรับประทานได้ไม่น่ากลัว

           3. เปลี่ยนเมนูหรือรายการอาหารบ่อยๆ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซาก จำเจ  และหั่นผักให้มีขนาดเล็กรับประทานได้ง่าย  ตกแต่งอาหารให้มีสีสันดึงดูดใจ เช่น ผัดฟักทองใส่ไข่อาจจะหั่นแครอทเป็นลูกเต๋าเล็กๆใส่ด้วยเพื่อเพิ่มสีสันและดึงดูดใจมากขึ้น  (แครอทและผักที่มีกลิ่นหรือรสชาติขม  อาจจะต้มให้สุกก่อนแล้วค่อยนำไปทำอาหารให้ลูกรักเพื่อให้นิ่ม  ไม่มีรสขมไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ซึ่งง่ายต่อรับประทานของลูกรัก)  พูดเล่นกับลูกรักก่อนไปรับประทานอาหาร เช่น เดี๋ยวเราไปทานคอลาเจนแตงกวา คอลาเจนผักบุ้ง  (ใช้คำว่า “คอลาเจน”แทนคำว่าผัก...นั่นเอง)

         4.เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกรัก โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องรับประทานผักเป็นตัวอย่างให้กับลูกรัก ชักชวนให้ลูกเกิดความอยากรับประทานผักตามซึ่งอาจจะต้องทำบ่อยๆและเมนูอาหารควรจะต้องมีผักทุกวัน

            ในแต่ละวันคุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้แค่1 วิธีที่จะให้ลูกรักรับประทานผัก แต่บางครั้งอาจจะต้องใช้ทุกวิถีทางและต้องใช้เวลา ความอดทน ค่อยเป็นค่อยไปในการฝึกฝนลูกรัก

            ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกรัก  คิดว่าคงจะไม่ยากเกินความสามารถของคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านนะคะ

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2555

เด็กเล็ก...ยิ่งรักยิ่งเรียนรู้


สมอง กับการเรียนรู้
ฉบับนี้ครูเอมีข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกน้อยช่วงอายุ 0-3 ขวบ มาฝากคุณพ่อคุณแม่นะคะ   
การเลี้ยงดูลูกน้อยช่วงอายุ 0-3 ขวบ นับว่าเป็นช่วงสำคัญยิ่ง คุณพ่อคุณแม่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่ลูกน้อยมีการพัฒนาสมองให้เกิดการเรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว
เด็กบางคนที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เกิด ไม่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรัก ความอ่อนโยนจากพ่อแม่ ทำให้ใยประสาทของเซลล์สมองเกิดน้อย ส่งผลให้เด็กนั้นมีการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ได้ช้า ทำอะไรไม่ค่อยเป็น เฉื่อยชา ขาดเหตุผล
            แต่ในทางตรงกันข้าม เด็กที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ด้วยความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ ลูกน้อยจะได้รับการกระตุ้นทางตา หู ลิ้น จมูก และกายอยู่เป็นประจำตลอดเวลา ซึ่งลูกจะได้รับการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่นได้รส และที่สำคัญได้รับการสัมผัสแห่งรักจากพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้ใยประสาทของเซลล์สมองงอกงาม เกิดการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆได้ง่ายฉลาดที่จะจดจำ เป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา รู้เหตุรู้ผล อันจะส่งผลให้ลูกน้อยเกิดการพัฒนา สามารถเรียนรู้ คิดเป็นทำเป็น เป็นบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต และไม่เป็นปัญหาของสังคม (อ้างอิงจากหนังสือ YOCHIEN EDVA OSOSUGIRU, การบริหารสมองของ ดร.พัชรีวัลย์ เกตุแก่นจันทร์)

 การบริหารสมองจะทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานไปพร้อมๆกันและเพิ่มความแข็งแรงในการทำงานให้ประสานกันอีกด้วย     การดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์ก่อน  และหลังการบริหารสมองจะช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้น เช่นเดียวกับการหายใจที่ถูกต้อง คือ การหายใจเข้า ลึกๆ ช้าๆ และหายใจออกช้าๆ ให้ช้ากว่าการหายใจเข้าเพื่อให้สมอง ได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่รวมทั้งการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะจะทำให้สมองมีพลังงานทำงานได้เต็มศักยภาพ     
 การบริหารสมอง(Brain Gym) ทำได้ด้วยท่าง่ายๆ 4 ท่า คือ                                                                                                       1. การเคลื่อนไหวสลับข้าง ทำให้การทำงานของสมองสองซีกถ่ายโยงข้อมูลกันได้ เช่น การวิ่งเหยาะอยู่กับที่ช้าๆ กำมือซ้าย-ขวา ไขว้กันระดับหน้าอก กางแขนทั้งสองออกห่างกันเป็นวงกลม แล้วเอามือกลับมาไขว้กันเหมือนเดิม                                                                                                                                                        2. การยืดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองส่วนหน้าและส่วนหลัง มีสมาธิในการเรียนรู้และทำงาน

3. การเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้น ทำให้เกิดการกระตุ้นความรู้สึกทางอารมณ์ เกิดแรงจูงใจ เพื่อช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น เช่น การใช้นิ้วชี้นวดขมับเบาๆ ทั้งสองข้างวนเป็นวงกลม ใช้มือทั้งสองเคาะที่ตำแหน่งกระดูกหน้าอกโดยสลับมือกันเคาะเบาๆ                                                                                                                                
4. ท่าบริหารร่างกายง่ายๆ เช่น การกำมือสองข้าง ยกขึ้นไขว้กับระดับตา ตามองมือที่อยู่ด้านนอก เปลี่ยนมือทำเช่นเดียวกัน

การบริหารสมองอย่างถูกต้อง ถูกวิธีจะให้ผลดีกับทุกๆ คนในครอบครัว และที่สำคัญสมองกับการเรียนรู้ของลูกรักจะพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวจักรที่สำคัญในการใส่ใจ และส่งเสริมลูกน้อยตั้งแต่เยาว์วัยนะคะ
ที่มา: ข้อมูลจาก วารสาร Kid's guide

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รักลูก ปลุกพลังคิด สร้างพลังชีวิต



การคิด เป็นพลังสร้างสรรค์เรื่องดีทั้งต่อตัวเด็กและผู้อื่น แต่ก่อนที่ลูกๆจะเข้าใจเรื่องนี้ มีทักษะความคิดดีๆ เกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยแบบอย่างการสะสมประสบการณ์จากคุณพ่อคุณแม่ ลองมาดูวิธีการจากกิจกรรมต่อไปนี้ เพื่อเป็นแนวทาง นำไปปรับใช้ชวนลูกๆ คิดกันค่ะ
1. ชวนคุย   ทุกๆ เรื่องที่ลูกพูดคุยเป็นประจำกับคุณนั่นแหละค่ะ แม้ว่าเรื่องที่ลูกคิดสิ่งที่พ่อแม่ได้ยินได้ฟัง ดูเหนือธรรมชาติ ต่างจากความจริง แต่หากคิดตามฟังเสียงลูกจะเข้าใจว่า ลูกมีความคิดอย่างไร สนใจสิ่งใด และโลกจินตนาการของลูกที่แฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์สามารถนำมาต่อยอดชวนลูกคิดได้
How to  สังเกตว่าลูกใส่ใจกับอะไร สิ่งใด เพื่อคอยช่วยสนับสนุนหรือให้ลูกได้เรียนรู้ สัมผัสจากของจริง เช่น ลูกชอบการปั้น การสร้างหุ่นยนต์ ก็อาจพาลูกไปดูการแข่งขันหุ่นยนต์
2. ชวนอ่านหนังสือ            วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การหยิบนิทาน หนังสือสักเล่มที่ลูกชอบ อ่านให้ลูกฟังแล้วตั้งคำถามให้ลูกสนใจ ได้คิด ในขณะที่พ่อแม่เป็นฝ่ายสนับสนุนโลกจินตนาการ ตอบในสิ่งที่ลูกถาม สร้างความคิดในมุมบวกให้ได้มากที่สุดจะช่วยกระตุ้นให้ลูกได้คิด รู้จักแสดงความคิดเห็น
How to  หมั่นตั้งคำถาม เปิดโอกาสดีๆ ให้ลูกแสดงความคิดของตัวเองขณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่สอดแทรกความคิดเห็น อธิบายในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ลูกก็จะได้เรียนรู้ รู้จักรับฟังเหตุผลผู้อื่นด้วย
3. ชวนสนุกกับงานบ้าน    ชวนลูกเก็บกวาด เช็ดถู ทำความสะอาดบ้านห้องนอน ของเล่น กิจกรรมง่ายๆ ในบ้านที่แสนง่าย และมีประโยชน์ เมื่อลูกทำได้แล้ว จากนั้นค่อยๆ เพิ่มเป้าหมายมากขึ้น แต่ก็ต้องคำนึงถึงความสามารถและวัยของลูกเป็นที่ตั้ง
How to  พยายามให้ลูกคิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำสิ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ เมื่อลูกทำได้ก็ควรชื่นชมและชมเชย ให้ลูกรู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่ทำได้
4. ตั้งโจทย์ ทดสอบไอคิว/อีคิว         ลองตั้งโจทย์ง่ายๆ ตรวจดูความคิดกับลูกด้วยสถานการณ์บางเรื่อง เช่น     
ถูกรังแก ถูกเพื่อนแย่งของเล่น เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่า
 ลูกจัดการกับปัญหาอย่างไรค่ะ
How to    ควรให้ลูกรู้ด้วยว่า อุปสรรค ปัญหา ความผิดหวังเป็นเรื่องที่เราทุกคนพบเจอได้ แต่สิ่งสำคัญคือการยอมรับกับความจริง สิ่งที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะจัดการแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมได้อย่างไร
5. ชวนดูข่าว สารคดีดีๆ     นำมาเป็นประเด็นพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือสิ่งที่ลูกคิด เช่น ข่าวการลักขโมย การทำร้ายเป็นต้น จากนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็อาจสอดแทรกทัศนคติที่ดีหรือวิธีคิดที่เป็นบวก เมื่อฝึกบ่อยๆ วิธีคิดเหล่านี้จะส่งถึงตัวลูก
How to     สอนให้ลูกรู้และเข้าใจว่า ในประเด็นเรื่องเดียวกันความคิดของแต่ละคนอาจรู้สึกและคิดได้หลากหลายมุมมอง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การคิดต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ความเป็นเหตุเป็นผลค่ะ
                                         (ขอขอบคุณข้อมูลจาก   Mother & Care ฉบับเดือนพฤษภาคม 2552 Tags: แม่และเด็ก )

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

วันเด็ก-เรื่องเด็กๆ


สารพันปัญหาเด็ก..ตอน..จู๋ของหนูนะ
    พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์ ได้บันทึกไว้ใน www.clinicdek.com ว่า ช่วงวัย 3 – 5 ปี จะเป็นช่วงที่เด็กสนใจในเรื่องเพศมาก และแสดงออกแบบเปิดเผย คอยซักถามว่า หนูเกิดออกมาอย่างไร ทำไมของหนูถึงไม่เหมือนของพี่ ทำไมหนูต้องนั่งฉี่ ทีพี่ชายยืนฉี่ ทำไมเขาถึงทำได้ ? ดังนี้เป็นต้น
            หลายครั้งที่เด็ก ๆ สำรวจตัวเองแล้วพบว่า การเล่นที่อวัยวะเพศ ทำให้เกิดความรู้สึกแปลก ๆ ที่มีความสุขไปอีกอย่างหนึ่ง ทำให้เด็กกลับไปเล่นซ้ำ ทำบ่อย ๆ เลยติด พวกเขาก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมพ่อแม่จึงดุ ว่า แถมตีด้วย ทั้ง ๆที่ จู๋นั้น ก็เป็นของส่วนตัวของพวกเขาแท้ ๆ
       ส่วนสาเหตุที่เด็กชอบเล่นอวัยวะเพศ มีดังนี้
     1.  เป็นช่วงวัยปกติตามพัฒนาการในช่วง 3 – 5 ปี
2.
มีผู้ใหญ่เน้นให้ความสำคัญที่บริเวณนี้เป็นพิเศษ เช่น เวลาอาบน้ำ หรือทำความสะอาด หรือพอเด็กเล่น ผู้ใหญ่คอยเตือน คอยดุ ก็เท่ากับให้ความสำคัญเช่นกัน
3.
เห็นแบบอย่างที่เร้าความรู้สึก
4.
ถูกล่วงเกินทางเพศ
5.
ถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวนานเกินไป

      สำหรับวิธีการช่วยเหลือ ถ้าพบว่า ลูกหลานของเราเข้าข่ายมีพฤติกรรมชอบเล่นอวัยวะเพศ ให้ปฏิบัติดังนี้ค่ะ
1. เฝ้าสังเกตผู้ใหญ่รอบตัวว่าใครที่ละเมิดสิทธิ หรือล่วงเกิน หรือเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเพศ และกันเด็กให้ออกห่าง จากผู้ใหญ่คนนั้น
2.
ระมัดระวังมิให้เด็กรับรู้กิจกรรมทางเพศก่อนวัยอันควร ในทุกรูปแบบ เช่น ทีวี วีดีโอ สภาพเหตุการณ์แวดล้อม
3. หยุดการทัก ตำหนิ หรือว่าเด็ก เมื่อเห็นเด็กเล่นอวัยวะเพศ แต่ชักชวน เบี่ยงเบนความสนใจ อย่าทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวนาน ๆ
4. ให้ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ชวนเล่นให้สนุกจนลืมการเล่นตัวเอง ถึงเวลานอนก็หลับเร็วและหลับได้นาน

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทำไม..ลูกถึงพูดช้า


           ครูเอคิดว่าอาจมีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากที่มีความวิตกกังวลใจ ว่าทำไมลูกจึงไม่ยอมพูดนะ  
             แล้วลูกจะผิดปกติหรือไม่  แล้วจะทำอย่างไรดี ? 

     การที่ลูกพูดช้านั้น ครูเอขอแนะนำว่าก่อนอื่น คุณพ่อคุณแม่ต้องหาสาเหตุที่ลูกไม่ยอมพูดก่อน เช่น  ระบบการได้ยินของลูกปกติหรือไม่     หรือเป็นความบกพร่องเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของลูกรัก คือพัฒนาการด้านภาษาและการพูดไม่เป็นไปตามอายุ 
    
    ลูกรักไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของผู้อื่น ทำให้ตอบสนองคำพูดของผู้อื่นไม่ถูก เริ่มพูดคำที่มีความหมายได้ล่าช้ากว่าเด็กอื่นๆ ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน สื่อสารกับผู้อื่นด้วยคำพูดไม่ได้ หรือถ้าพูดได้ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องต่อเนื่องกัน เด็กที่พูดล่าช้าจะรู้จักคำศัพท์ในวงจำกัดและเรียบเรียงถ้อยความได้ไม่ดี
       
      ทีมวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ได้ให้คำแนะนำไว้ว่า คุณพ่อคุณแม่อาจจะเปรียบเทียบพัฒนาการทางภาษาและการพูดของลูกรักกับเด็กปกติซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน โดยใช้เกณฑ์ดังนี้(คลินิกเด็ก.คอม)  

       1.อายุเมื่อเริ่มพูด เด็กปกติเริ่มพูดเป็นคำที่มีความหมายได้เมื่ออายุระหว่าง 8 เดือน ถึง 18 เดือน เด็กที่เริ่มพูดช้ากว่าช่วงนี้อาจจะมีพัฒนาการทางภาษาและการพูดช้า เด็กที่พูดล่าช้าซึ่งถือว่าผิดปกติคือเด็กที่อายุ 2 ปีแล้วยังพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ได้

       2.จำนวนคำศัพท์ที่เด็กรู้จัก เด็กปกติเข้าใจและพูดคำศัพท์ได้ไม่ถึง 10 คำเมื่ออายุ 1 ปี และเมื่ออายุ 2 ปีเด็กรู้จักคำศัพท์มากกว่า 100 คำ และเมื่ออายุ 4 ปีจะรู้คำศัพท์มากกว่า 1,000 คำ ดังนั้นจำนวนคำศัพท์ที่เด็กเข้าใจและพูดได้จึงเป็นข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งว่าเด็กพูดล่าช้าหรือไม่

     3.ประเภทของคำศัพท์ที่เด็กรู้จัก เด็กปกติเข้าใจและรู้คำศัพท์ได้หลายประเภท ได้แก่ คำนามบอกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ อวัยวะของร่างกาย ชื่อพืชผักผลไม้และอาหาร ชื่อสี คำที่บอกความรู้สึกสัมผัส สถานที่ เวลา ขนาด จำนวน ทิศทาง ระยะทาง กิริยาอาการ คำวิเศษณ์ คำบุพบท และคำสันธาน 

      เด็กปกติทั่วไปเรียนรู้คำนามได้ก่อนคำประเภทอื่น 
 คำนามที่เด็กเรียนรู้ในช่วงขวบปีแรกของชีวิต มีอัตราสูงกว่าคำประเภทอื่นๆ เป็นอัตราส่วนที่สูงขึ้น 
     ดังนั้นถ้าเด็กคนใดเข้าใจและพูดคำศัพท์ได้เฉพาะบางประเภท เช่น รู้จักแต่คำนามที่เกี่ยวกับสัตว์มากมายหลายชนิด ส่วนคำประเภทอื่นไม่รู้จัก แสดงว่าเด็กมีการพัฒนาคำศัพท์อยู่ในวงจำกัด 
     บ่งชี้ว่าเด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ล่าช้า ในการพิจารณาว่าเด็กคนใดพูดล่าช้าอย่างผิดปกติต้องพิจารณาถึงเกณฑ์ทั้ง 3 ประการนี้ร่วมกันด้วย 
 
    
ส่วนสาเหตุที่ทำให้เด็กพูดล่าช้านั้นอาจมาจากประสาทหูพิการมาแต่กำเนิด สมองพิการมาแต่กำเนิด ปัญญาอ่อน มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ ขาดการกระตุ้นทางภาษาและการพูดที่เหมาะสม หรือเด็กที่บกพร่องทางการได้ยินหรือสูญเสียก่อนมีภาษาพูด    

       
แนวทางการแก้ไข สิ่งแรกที่ควรทำต้องพาเด็กไปพบแพทย์และนักแก้ไขการพูด เพื่อการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของการพูดล่าช้า การทราบสาเหตุทำให้สามารถให้ความช่วยเหลือและแก้ไขได้อย่างเหมาะสม 

      ในกรณีที่เด็กพูดล่าช้าจากประสาทหูพิการ บางรายอาจใช้เครื่องช่วยฟัง ส่วนเด็กที่พูดช้าทางสาเหตุอื่นควรได้รับการช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ ด้วยการกระตุ้นพัฒนาการด้านต่างๆ จากนักจิตวิทยาพัฒนาทางภาษาและการพูดจากนักแก้ไขการพูด 
      ในกรณีที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยาบางชนิด เช่น เด็กสมองพิการ เด็กปัญญาอ่อน เด็กออทิสติก ก็ควรได้รับคำแนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทาง และควรจะแนะนำพ่อแม่และผู้ปกครองให้ช่วยเหลือเด็กเมื่ออยู่บ้านด้วย

       
การแก้ไขด้านการพูดนั้นเน้นเรื่องการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาและการพูด โดยเริ่มทำการช่วยเหลือโดยเร็ว ใช้หลักการเรียนรู้ และพัฒนาการทางการพูดของเด็กปกติเป็นแนวทาง พ่อแม่และผู้ใกล้ชิดกับเด็กต้องแสดงให้เด็กเห็นความสำคัญของการพูด เร้าให้เด็กสนใจคำพูด 

      ใช้กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการพูด ได้แก่การกระตุ้นด้วยเครื่องเล่นที่มีเสียง การพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ให้เรียกชื่อสิ่งของที่คุ้นเคย ชื่ออวัยวะของร่างกาย ร้องเพลงกล่อมเด็ก ทำท่าประกอบเพลง เล่านิทานจากภาพ สอนร้องเพลงหรือท่องกลอนโคลงสำหรับเด็ก เล่นเกมที่ใช้คำพูด เช่น ยี่สิบคำถาม

       เด็กที่พูดล่าช้าต้องได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องและกระทำอย่างสม่ำเสมอ ควรเลือกกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ภาษาโดยไม่รู้ตัว ถ้าผู้เลี้ยงดูเด็กเลือกโอกาสให้เหมาะสมกับโอกาสและสถานการณ์ก็ใช้เป็นกิจกรรมในการสอนภาษาและการพูดได้เป็นอย่างดี นักแก้ไขการพูดจะช่วยให้คำแนะเกี่ยวกับกิจกรรมและวิธีปฏิบัติต่อในการกระตุ้นการพูด แต่บุคคลในครอบครัวจะต้องพยายามทำตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอด้วยจึงจะได้ผลดี 

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หนูจ๋า...ฟัง(แม่)ก่อน



ธรรมชาติของเด็กเล็กๆที่เริ่มพูด เขาก็จะพยายามออกเสียงอ้อแอ้และชอบให้คนใกล้ชิดพูดคุยด้วย เล่นด้วย และพอพูดได้คล่องแคล่วพูดได้มากขึ้นก็จะกลายเป็นว่าหนูพูดมากจัง(ในความรู้สึกของคนใกล้ชิด) แต่ครูเอขอบอกว่าคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ดูแลอย่าเพิ่งแสดงความรำคาญหรือเบื่อหน่ายให้เด็กๆหรือลูกรักเห็นนะคะ


ถึงแม้ว่าเด็กๆหรือลูกรักจะพูดในเรื่องที่ไร้สาระก็ตาม เรามีหน้าที่ที่จะต้อง ตั้งใจฟังและฟังอย่างเอาใจใส่ แสดงท่าทีตั้งใจฟังในสิ่งที่ลูกพูดอย่างตั้งใจให้ลูกเห็น และคอยตอบคำถามร้อยแปดพันเก้าให้ดี 

เพราะการที่เราแสดงอาการตั้งใจฟังในสิ่งที่ลูกพูดจะเป็นการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับลูกรัก ทำให้ลูกรักเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญและได้รับการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่และคนรอบข้างอยู่เสมอ เป็นการสร้างความรักความอบอุ่น เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อแม่ลูกและสมาชิกในครอบครัว
นอกจากนี้ยังเป็นการสอนให้ลูกรักรับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับมารยาทในการพูดและการฟังทางอ้อมอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในช่วงเช้าที่เนอสเซอรี่บ้านแม่พระอุปถัมภ์ ครูเอจะจัดกิจกรรมการเล่านิทาน/เรื่องราวต่างๆให้เด็กๆฟังทุกวันในขณะที่ครูเอกำลังเล่านิทานอยู่นั้น ถ้ามีเสียงเด็กคุยกันครูเอก็จะหยุดเล่าทันทีแล้วนั่งนิ่งๆ จากนั้นเสียงคุยของเด็กๆก็จะเบาลง เบาลงเรื่อยๆจนเงียบไม่มีเสียงเด็กคุยกัน ครูเอจึงจะเล่านิทานให้ฟังต่อ  ครูเอทำอย่างนี้บ่อยๆเด็กๆก็จะรับรู้และเรียนรู้ไปในตัวว่า ถ้าครูเล่านิทานหนูจะต้องตั้งใจฟัง แต่เมื่อไหร่ที่หนูพูดครูเอก็จะหยุดเล่าเพื่อตั้งใจฟังสิ่งที่หนูต้องการพูด/เล่าให้ฟัง (มารยาทของการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี)
แต่บางครั้งวิธีการนี้ก็อาจจะใช้ไม่ได้ผลในครั้งแรก เพราะธรรมชาติของเด็กเล็กๆต้องใช้วิธีการบอก/สอนย้ำๆซ้ำๆก่อน โดยใช้เหตุผลว่าทำไมหนูต้องฟังครู/พ่อแม่พูด ทำไมจึงคุยกับเพื่อนในขณะที่ครูเอเล่านิทานไม่ได้ ทำไมครูเอต้องฟังหนูพูดด้วยเหมือนกัน และที่สำคัญนิทาน/เรื่องราวต้องเป็นเรื่องที่  เด็กๆชอบและสนใจด้วยนะคะ  

      
 นอกจากจะใช้วิธีการบอก/สอนด้วยเหตุผลแล้ว  การเลือกนิทานเพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกรัก ก็ต้องเลือกเรื่องที่ลูกรักชอบ สนใจ อาจจะเป็นเรื่องราวรอบๆตัว เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ ฯลฯ พร้อมทั้งสอดแทรกคุณธรรมด้วยก็ดีมากๆนะคะ