วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รวมภาพการอบรมวิทยากรกระบวนการ โครงการเล่านิทาน อ่านและเล่นกับลูก











อบรมวิทยากรกระบวนการ โครงการเล่านิทาน อ่านและเล่นกับลูก


นางกิตติภา ศิโรรัตน์ธัญโชค

ผู้รับใบอนุญาตและผู้อำนวยการบ้านแม่พระอุปถัมภ์

เข้ารับการอบรมเป็นวิทยากรกระบวนการ

ในโครงการเล่านิทาน อ่านและเล่นกับลูก

ภายใต้โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว

ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ฟังนิทาน...เสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน

เด็กๆ กับนิทานถ้าจัดเป็นของคู่กัน ก็คงไม่ผิด เพราะเด็กๆที่เนอสเซอรี่บ้านแม่พระอุปถัมภ์จะต้องได้ฟังนิทานทุกวันค่ะ วันไหนครูเอลองไม่เล่านิทานเด็กๆก็จะทวงหรือหยิบหนังสือมาให้ครูเออ่านให้ฟัง เพราะการฟังนิทานเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ การเสริมสร้างจินตนาการความคิดสร้างสรรค์และสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับลูกรัก
ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะยุ่งกับงานต่างๆมากมาย แต่ก็ควรมีเวลาการอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวันนะคะ เพราะการอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน ฟังบ่อยๆ จะทำให้ลูกมีทักษะทางภาษา ได้เรียนรู้เรื่องราว ประสบการณ์ต่างๆ เสริมสร้างจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ เป็นเด็กอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส ช่างสังเกต ช่างซักถามในสิ่งที่สงสัยและสร้างนิสัยรักการอ่าน แต่ก่อนที่จะเล่านิทานให้ลูกรักฟังก็ควรสร้างบรรยากาศสนุกๆ ชวนกันคุย แล้วก็หยิบหนังสือมาคุยกับลูก โดยเริ่มตั้งแต่หน้าปกหนังสือ ลองถามว่าหนูอยากฟังนิทานไหม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกเกิดความสนใจ และเวลาที่เล่าก็ใช้ลีลา ท่าทาง น้ำเสียงที่แตกต่างกันตามตัวละคร เพื่อให้เรื่องราวดูน่าตื่นเต้น น่าติดตาม และเว้นจังหวะหรือกระตุ้นให้ลูกมีส่วนร่วมในการเล่านิทานด้วยเช่น คุยกับลูกว่านี้คือตัวอะไร เขากำลังทำอะไร อย่างไหนดี อย่างไหนไม่ดี ฯลฯ ไม่ใช่ให้ลูกฟังอย่างเดียว
หนังสือนิทานไม่ควรมีเนื้อหายาวเกินไป ควรเป็นคำๆ หรือประโยคสั้นๆ ใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจของเด็กพร้อมภาพประกอบที่มีสีสันสวยงาม สดใสเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกและนิทานบางเรื่องที่สอดแทรกคุณธรรม เช่น ความอดทน การใช้เหตุผล การมีระเบียบวินัย ฯลฯ เราก็จะใช้สอนลูกไปในตัวด้วย
นอกจากประโยชน์ที่ครูเอได้กล่าวแล้วนิทานยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมต่างๆอีกหลายกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัวที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกให้มีความรักความอบอุ่นมากขึ้น แต่ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นต้นแบบให้ลูกเพราะถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนที่รักการอ่านหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำลูกรักก็จะเป็นเด็กที่รักการอ่านเหมือนกับลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

นิทานกับการพัฒนาไอคิวและอีคิวลูกรักวัย 0-5 ปี

นิทานกับการพัฒนาไอคิวและอีคิวของลูกรักวัย 0 – 5 ปี

นิทาน คือ โลกของภาษาและจินตนาการที่มีความหมายและความสำคัญต่อพัฒนาการรอบด้านของเด็กๆ โดยเฉพาะด้านสติปัญญา อารมณ์และจิตใจ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่างอัลเบิร์ตไอสไตน์ ยังกล่าวว่า ถ้าอยากให้เด็กๆฉลาดพ่อแม่ต้องเล่านิทานให้ลูกฟัง

จากการสังเกตเด็กๆ ที่ เนอสเซอรี่บ้านแม่พระอุปถัมภ์ ครูเอ พบความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็คือ ทุกวันเด็กๆจะรอคอยเวลาฟังนิทาน เพราะถ้าเห็นครูหยิบหนังสือเมื่อไร เด็กๆก็จะเดินตามมานั่งใกล้ๆเพื่อฟังนิทาน เรื่องราวต่างๆที่ครูจะเล่าประกอบกับการดูภาพ เด็กๆจะฟังนิทานด้วยความตั้งใจ สนใจมีสีหน้าท่าทางที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึก ตื่นเต้น สนุกสนาน คล้อยตามเรื่องที่ได้ฟังอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหนังสือนิทานที่มีเนื้อหาถูกใจ มีภาพสีสันสวยงามประกอบ เด็กๆจะเรียกร้องขอให้ครูเล่าให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก

ในแต่ละวันถ้าคุณพ่อคุณแม่มีโอกาสได้พูดคุยกับลูกรัก เล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ฟังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยส่งเสริมทักษะทางภาษาของลูกรัก ช่วยเสริมสร้างสมาธิในการฟังการดู การสังเกตจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณธรรมจริยธรรมซึ่งเป็นคุณลักษณะและทักษะสำคัญของการเรียนรู้ รวมทั้งส่งผลต่อพัฒนาการทั้ง 4 ด้านได้เป็นอย่างดี ในอนาคตลูกรักจะนำคำและข้อมูลภาพต่างๆที่สะสมไว้จากการเรียนรู้ การดูและการฟังมาใช้ในการพูด เล่าเรื่อง พัฒนาไปสู่การอ่านและการเขียนได้อย่างดีมากๆทีเดียว

ครูเอ มีเคล็ด(ไม่) ลับสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการเล่านิทานให้ลูกรักฟังด้วยค่ะ
& ใช้น้ำเสียง สูง ต่ำ สีหน้า ท่าทาง แสดงให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ อารมณ์หรือลักษณะของ
ตัวละคร
& การสบตากับลูกรักเพื่อเรียกร้องความสนใจ การมีส่วนร่วมกับลูกรักในขณะเล่านิทาน
& เปิดโอกาสให้ลูกรักได้ซักถามหรือตอบคำถาม กระตุ้นให้ได้ตอบได้มีส่วนร่วมในการเล่านิทาน
& ให้แรงเสริมเมื่อลูกรักมีส่วนร่วมในการเล่านิทานอย่างสนุกสนาน เช่น คำชมเชย ปรบมือ
& ใช้คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัว เพื่อฝึกทักษะกระบวนการคิด การแก้ปัญหาหรือเป็น
การทบทวนความจำ และสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้
& ถ้ามีเพลงหรือคำคล้องจองประกอบด้วยก็จะดีมากค่ะ เพราะการทำท่าประกอบ การเคาะ การ
เคลื่อนไหวไปพร้อมกับการฟังก็เป็นสิ่งที่ลูกรักในวัยนี้ชอบมากๆเหมือนกัน
& ใช้เวลาในการเล่าที่เหมาะสมกับความสนใจของลูกรักไม่น้อยหรือนานเกินไป ประมาณ 15-20
นาที

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กิจกรรมศิลปะ...สำคัญกับลูกน้อยอย่างไร

กิจกรรมศิลปะ…สำคัญกับลูกน้อยอย่างไร

คุณพ่อคุณแม่หรือท่านผู้ปกครองทราบไหมคะว่า กิจกรรมศิลปะสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สร้างจินตนาการและช่วยให้เด็กมีลักษณะอ่อนโยน
เด็กวัย 2 – 4 ปี เป็นวัยแห่งการขีดเขี่ย โดยเริ่มจากการขีดเขี่ยแบบไม่มีทิศทาง ไร้การควบคุมแต่ถ้าเด็กได้ทำซ้ำบ่อยๆก็จะสามารถควบคุมกล้ามเนื้อมือได้และถ่ายทอดความรู้สึกภายในออกมา การให้เด็กได้จับสีและดินสอทันทีที่เด็กใช้นิ้วทั้ง 5 ได้ เด็กๆจะสามารถเขียนหนังสือและใช้มือทำงานต่างๆได้อย่างคล่องแคล่วกว่าเด็กที่เริ่มจับดินสอเมื่อเข้าเรียนอนุบาลนะคะ
การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น สีเทียน สีน้ำ ดินน้ำมัน กระดาษ ลูกแก้ว กาว ฯลฯ จะกระตุ้นการเรียนรู้ด้านศิลปะ เรียนรู้ความเหมือนความแตกต่างของวัสดุและสีสันต่างๆได้เป็นอย่างดีค่ะ
การจัดกิจกรรมให้เด็กสนุกสนานกับการทำกิจกรรมศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การพิมพ์ภาพ การพับ การฉีก การตัดปะกระดาษและงานประดิษฐ์เศษวัสดุ ฯลฯ เด็กจะรู้จักการสร้างสรรค์และดัดแปลงชิ้นงานของตนเอง ฝึกการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน ฝึกสมาธิ รู้จักการปรับตัว การแบ่งปันและการรอคอยในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความรับผิดชอบด้วยนะคะ
ในการทำงานศิลปะครูหรือคุณพ่อคุณแม่อาจจะคอยให้ความช่วยเหลือบ้างเป็นบางครั้ง แต่การทำงานศิลปะแต่ละครั้งควรจะทำข้อตกลงกันก่อน เช่น ไม่เขียนข้างฝา ไม่เอาสี /ลูกแก้ว ใส่ปาก ทำเสร็จแล้วต้องเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อยอย่างนี้ก็จะเป็นการฝึกและปลูกฝังให้ลูกมีวินัยในตนเองด้วยนะคะ
ที่สำคัญคือในการทำงานศิลปะแต่ละครั้งควรอยู่ในความดูแลของครู / คุณพ่อคุณแม่อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดจากการทำกิจกรรมค่ะ